เมื่อ “กฎหมาย” ไม่ใช่ภาระของเอกสาร แต่คือรากฐานของความปลอดภัยในระบบยา
ในระบบบริการสุขภาพ หลายครั้งคำว่า “กฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ” มักถูกมองว่าเป็นเรื่องของเอกสาร การตรวจประเมิน หรือข้อกำหนดที่ต้องทำให้ครบตามเกณฑ์ แต่ในเวที “Law & Regulation in Medication Management System” เภสัชกรหญิงสิรีกร ลอยจิ๋ว ชวนให้ผู้ฟังกลับมามองใหม่ว่า แท้จริงแล้วกฎหมายไม่ใช่สิ่งที่อยู่ข้างนอกงานประจำ หากเป็นส่วนหนึ่งของระบบคุณภาพ และความปลอดภัยที่ต้องแปลงให้เกิดขึ้นจริงในทุกขั้นตอนของการจัดการด้านยา
สาระสำคัญของการบรรยายครั้งนี้เริ่มจากการย้ำว่า หากองค์กรจะทำให้ประชาชนได้รับยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างเหมาะสม การรู้เพียงว่ามีกฎหมายอะไรบ้างย่อมไม่เพียงพอ สิ่งที่สำคัญกว่าคือการทำให้องค์กรเข้าใจว่ากฎหมายแต่ละฉบับเชื่อมโยงกับการปฏิบัติงานอย่างไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และจะถ่ายทอดลงสู่ระบบงานจริงได้อย่างไร
เมื่อมองในภาพรวม การจัดการด้านยาเกี่ยวข้องกับกฎหมายจำนวนมาก ตั้งแต่พระราชบัญญัติสถานพยาบาล กฎหมายวิชาชีพ กฎหมายยา ยาเสพติด วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิต และประสาท กฎหมายข้อมูลสุขภาพ ไปจนถึงข้อบังคับเฉพาะทางของสภาวิชาชีพ และประกาศกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ telemedicine, telepharmacy, การให้สารทึบรังสี, hazardous drugs, ความปลอดภัยในการทำงาน, การจัดเก็บวัตถุไวไฟ และการจัดการของเสียทางการแพทย์ ความซับซ้อนนี้ทำให้เห็นชัดว่า ระบบการจัดการด้านยาไม่ใช่เพียงเรื่องของการสั่งยา จ่ายยา หรือเก็บยาเท่านั้น แต่เป็นระบบที่เชื่อมโยงกับโครงสร้างองค์กร ความรับผิดชอบทางวิชาชีพ สิ่งแวดล้อมในการดูแลผู้ป่วย และความปลอดภัยของทุกคนในระบบ
ช่องว่างสำคัญที่มักเกิดขึ้นในองค์กร ไม่ได้เกิดจากการไม่รู้ว่ามีกฎหมาย แต่เพราะไม่มีใครทำหน้าที่เชื่อมกฎหมายเหล่านั้นเข้าสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง เช่น คณะกรรมการเภสัชกรรม และการบำบัด ไม่มีระบบติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ไม่มีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนในการรวบรวมและสื่อสารข้อกำหนด ทีมงานรับทราบว่ามีกฎระเบียบอยู่ แต่ยังไม่รู้ว่าใครต้องนำไปแปลเป็นวิธีปฏิบัติ และหลายหน่วยงานยังคงยึดติดกับกระบวนการเดิม แม้ข้อกำหนดภายนอกจะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม
การบรรยายหัวข้อนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการทบทวนกฎหมาย แต่เชื่อมโยงไปสู่คำถามเชิงระบบว่า ใครคือผู้นำของการเปลี่ยนแปลง และองค์กรสร้างกลไกกำกับดูแลได้ดีพอหรือยัง วิทยากรจึงพาประเด็นนี้ไปเชื่อมกับมาตรฐาน HA โดยเฉพาะเรื่อง การนำองค์กร ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงการประกาศนโยบาย หรือถ้อยคำในเอกสาร แต่รวมถึงการทำให้ผู้นำระดับสูงชี้นำองค์กรผ่านวิสัยทัศน์ ค่านิยม จริยธรรม และความมุ่งมั่นต่อการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม ในความหมายนี้ กฎหมายจึงไม่ใช่ภารกิจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมของผู้นำและทุกระดับในองค์กร
เมื่อขยับจากระดับนโยบายลงสู่ระดับปฏิบัติ ยิ่งเห็นชัดว่าระบบการจัดการด้านยาที่ดีต้องอาศัยทั้ง การกำกับดูแล และ สิ่งแวดล้อมสนับสนุนไปพร้อมกัน คณะกรรมการเภสัชกรรมและการบำบัด ต้องไม่ทำหน้าที่เพียงอนุมัติรายการยา แต่ต้องออกแบบ กำกับ และติดตามให้เกิดการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ปลอดภัย และมีประสิทธิผล ต้องดูทั้งเรื่องบัญชียา การใช้ยานอกบัญชี การป้องกัน ความคลาดเคลื่อนทางยา และ เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา การกำหนดยาที่ต้องระมัดระวังสูง ตลอดจนการติดตามตัวชี้วัด และการปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีคณะกรรมการ ฯ และนโยบายที่ชัดเจนเพียงใด หากสิ่งแวดล้อมสนับสนุนไม่พร้อม ระบบก็ยังเปราะบางอยู่ดี จึงควรให้ความสำคัญกับองค์ประกอบที่หลายครั้งถูกมองว่าเป็นงานสนับสนุน แต่แท้จริงมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัย เช่น ความรู้ และสมรรถนะของบุคลากร การเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วย ข้อมูลยาที่จำเป็น ระบบคอมพิวเตอร์และสัญญาณเตือน ระบบเภสัชกรรมทางไกล เครื่องจ่ายยาอัตโนมัติ การจัดหา และเก็บรักษายา รวมถึงการควบคุมยาเสพติด และยาควบคุมพิเศษ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าความปลอดภัยด้านยาไม่ใช่ผลลัพธ์ของบุคลากรที่เก่งเพียงคนเดียว แต่เกิดจากระบบที่ช่วยให้คนทำงานได้อย่างถูกต้อง และปลอดภัย
ตัวอย่างจากการปฏิบัติงานจริง ทำให้เห็นว่ากฎหมายไม่ได้อยู่ไกลจากการปฏิบัติจริงเลย ไม่ว่าจะเป็นกรณีของหน่วย CT scan ที่ต้องเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อ การเตรียม การสั่งใช้ การสำรอง การบริหาร contrast media การรายงาน Medication Error/Adverse Drug Event (ME/ADE) และการจัดการเครื่องมือ หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับการให้สารที่ใช้ในการตรวจทางรังสีวิทยา ซึ่งมีขอบเขตวิชาชีพ และข้อห้ามที่ชัดเจน รวมถึงข้อจำกัดของผู้ประกอบโรคศิลปะสาขารังสีเทคนิคที่ไม่สามารถทำหัตถการบางอย่าง หรือวินิจฉัยผลตรวจแทนแพทย์ได้ ตัวอย่างเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าหากองค์กรไม่เข้าใจกฎหมายอย่างลึกพอ ก็อาจเกิดความคลาดเคลื่อน ที่กระทบทั้งความปลอดภัย และความรับผิดชอบทางวิชาชีพได้ทัน
ในทำนองเดียวกัน ประเด็นเรื่อง telehealth ที่มีการขยายตัวมากขึ้น ก็มีความเสี่ยงจากการตีความผิดว่าเพียงแค่ใช้เทคโนโลยี ก็ถือเป็นบริการทางวิชาชีพทางไกลได้แล้ว วิทยากรย้ำให้เห็นว่า telemedicine, telepharmacy, telenursing และ teledentistry ต่างมีข้อกำหนดเฉพาะของตนเอง และไม่ควรเหมารวมว่าการส่งยาผ่าน rider คือ telepharmacy หากยังไม่มีระบบบริการที่เป็นไปตามข้อกำหนดด้านวิชาชีพ ความรับผิดชอบ และการกำหนดขอบเขตผู้ป่วยอย่างชัดเจน เรื่องนี้สะท้อนอีกครั้งว่า เทคโนโลยีจะปลอดภัย และมีคุณค่าได้ ก็ต่อเมื่อถูกวางอยู่บนฐานของกฎหมาย มาตรฐาน และวิจารณญาณวิชาชีพ
อีกประเด็นที่ทำให้เห็นภาพความเสี่ยงเชิงระบบอย่างชัดเจน คือเรื่อง ยาอันตราย และยาเคมีบำบัด ซึ่งวิทยากรยกตัวอย่างสถานการณ์จริง เช่น ห้องเตรียมยาเคมีบำบัดที่ตู้ isolator ที่ไม่ผ่านการสอบเทียบ การเตรียมยาโดยไม่มี independent double check หรือการจัดการขยะยาเคมีบำบัดที่ไม่ถูกต้อง ตัวอย่างเหล่านี้ทำให้เห็นว่า ความปลอดภัยของยาอันตรายไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคในการผสมยา แต่เกี่ยวข้องกับทั้งเครื่องมือ สิ่งแวดล้อม คน ระบบตรวจสอบ และการกำจัดของเสียอย่างครบวงจร หากขาดเพียงจุดใดจุดหนึ่ง ความเสี่ยงก็พร้อมจะเกิดขึ้นได้
เช่นเดียวกับการจัดเก็บยาเสพติด และวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ซึ่งวิทยากรสะท้อนภาพของ pitfalls ที่พบได้จริง เช่น การจัดเก็บร่วมกับยาอื่น ยาที่ต้องระวังสูง ยามูลค่าสูง หรือแม้แต่ของใช้ส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ เรื่องนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความไม่เรียบร้อยของพื้นที่จัดเก็บ แต่สะท้อนถึงช่องโหว่ด้านการควบคุมภายใน ความเข้าใจในข้อกำหนด และวัฒนธรรมความปลอดภัยขององค์กรด้วย
ในด้านการจัดการของเสียจากยา และเภสัชภัณฑ์ คุณภาพและความปลอดภัยในระบบยาไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อผู้ป่วยได้รับยา แต่ยังต่อเนื่องไปถึงการคัดแยก พัก และทำลายของเสียอย่างเหมาะสม ตั้งแต่ยาทั่วไป ยาหมดอายุ ยาอันตราย ยาต้านไวรัส ยารักษามะเร็ง วัคซีนบางชนิด ไปจนถึงสารเสพติดและสารเคมีต่าง ๆ การเลือกวิธีทำลาย การบันทึก การกำกับติดตาม และการทำให้บุคลากรเข้าใจตรงกัน จึงไม่ใช่เรื่องปลายทางที่ทำไปตามหน้าที่ หากเป็นอีกชั้นหนึ่งของการพิทักษ์ทั้งผู้ป่วย บุคลากร ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
กฎหมายไม่เคยหยุดนิ่ง ระบบที่ปลอดภัยจึงต้องมีความสามารถในการติดตามการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดข้อบ่งใช้ของยาบางรายการ การยกระดับการควบคุมวัตถุออกฤทธิ์ หรือการออกประกาศใหม่ของสภาวิชาชีพ ประเด็นนี้ทำให้เห็นว่าองค์กรที่ทำงานแบบเคยทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้นต่อไป มีความเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะกฎหมายที่เปลี่ยนไปโดยไม่มีระบบติดตาม อาจกลายเป็นช่องว่างที่นำไปสู่ความผิดพลาดโดยไม่รู้ตัว
บทเรียนที่สำคัญคือ กฎหมาย และข้อบังคับไม่ใช่เรื่องแยกขาดจากคุณภาพหรือความปลอดภัย แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบการจัดการด้านยาที่ดี องค์กรไม่ควรหยุดอยู่ที่การรับรู้ว่ามีกฎหมายอะไรบ้าง หากต้องมีระบบทบทวนอย่างต่อเนื่อง มีผู้รับผิดชอบชัดเจน และสามารถแปลข้อกำหนดเหล่านั้นไปสู่การปฏิบัติจริงในทุกระดับ ตั้งแต่การกำกับดูแล การสั่งใช้ยา การจัดเก็บ การให้ยา การใช้บริการทางไกล ไปจนถึงการจัดการของเสีย เพราะความปลอดภัยของผู้ป่วยจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน ก็ต่อเมื่อกฎหมายถูกทำให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมคุณภาพในองค์กร
ฐากูร ฐิติเศรษฐ์
ผู้เรียบเรียง












































