ศิลปะการทำงานให้สำเร็จ และศิลปะการปล่อยวางด้วยสติ และความสงบ (Mindfulness & Inner Peace the Art of Getting Things Done and Letting Go)

0
13

ในระบบบริการสุขภาพปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและความคาดหวัง การนำนวัตกรรมด้าน “จิตวิญญาณ” และ “การตระหนักรู้” เข้ามาใช้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างมิติใหม่ของการดูแลที่ยั่งยืน เริ่มต้นจาก Mindfulness & Inner Peace หรือความสงบภายในที่เกิดจากการมีสติ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการบริการ และความสุขของผู้ให้บริการ ดังนี้

  1. ศิลปะการทำงานให้สำเร็จ (The Art of Getting Things Done) ด้วย “สติ”

ในระบบสุขภาพที่ซับซ้อน การทำงานให้สำเร็จมิใช่เพียงการทำงานตามขั้นตอน หรือการทำตามตัวชี้วัด  แต่เป็นการทำงานที่เปี่ยมด้วยความหมายผ่านสติ โดยสติจะมีทั้งสติเกิดขึ้นในระดับบุคคล (Individual Mindfulness) และสติในระดับกลุ่ม (Collective Mindfulness) ซึ่งมาจากการรวมกันของบุคคลนั่นเอง การทำงานให้สำเร็จด้วยสติในมิติต่าง ๆ มีดังนี้

  • ให้ความหมายกับความสำเร็จที่แท้จริงในวิชาชีพบริการสุขภาพคือการที่ “ผู้อื่นทุกข์น้อยลงโดยเรามีส่วนร่วมอยู่บ้าง”, หากเราฉลองความสำเร็จขององค์กรในขณะที่ผู้รับบริการยังเป็นทุกข์ นั่นย่อมไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง
  • การอดทน เพื่อให้มี empathy เกิดขึ้น จัดเป็นทักษะที่ประกอบด้วยการ “อด” ในสิ่งที่ไม่มี และ “ทน” กับสิ่งที่มีที่ไม่เป็นตามความต้องการ ซึ่งเป็นทักษะที่ฝึกฝนได้
  • การเปลี่ยนมุมมอง จากการมองในมุมของผู้ให้บริการ เป็นมองในมุมของการเป็นผู้รับบริการ และการไม่ด่วนสรุปจากสิ่งที่เห็นเพียงด้านเดียว เพราะเมื่อเราเห็น “เหตุปัจจัย” ที่แท้จริง ปัญญาจะเกิดขึ้นและช่วยให้เราจัดการสถานการณ์นั้นจนสำเร็จได้ด้วยเมตตา
  • การมีสติในการรับรู้บริบทของการดูแลเพื่อการเยียวยาผู้คน การยอมรับความเปราะบางของชีวิต ความกังวล ความกลัวและความคาดหวังของผู้ป่วย ส่งผลต่อการแสดงออกทางกาย วาจา และใจ

“สิ่งที่เราคิด พูด ทำ ดีหรือชั่ว มากหรือน้อย ส่งผลต่อตัวเราเองและคนอื่นเสมอ”

  1. ศิลปะการปล่อยวาง (The Art of Letting Go) เพื่อ “ความสงบภายใน”

การทำงานให้สำเร็จต้องควบคู่ไปกับ ศิลปะการปล่อยวาง (The Art of Letting Go) การปล่อยวางในที่นี้มิใช่การทอดทิ้งหน้าที่ แต่คือ การยอมรับว่าชีวิตมีความบกพร่องและไม่สมบูรณ์เป็นปกติ การแสวงหาความสุขจากความสมบูรณ์แบบที่เกินจริง การพยายามควบคุมปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ หรือปล่อยวางความคาดหวังเพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่า การให้อภัยตนเองและผู้อื่น เมื่องานผิดพลาดหรือเผชิญอุปสรรค ให้มองว่าเป็น “โอกาสการเรียนรู้” และสะสมเป็นต้นทุนทางปัญญา มากกว่าการตำหนิตนเอง

การปล่อยวางเพื่อให้ใจมีพื้นที่ว่างสำหรับปัญญาในการจัดการสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้น เป็นการเปิดพื้นที่ให้ปัญญาเกิดขึ้น วางความยึดติดในวัตถุหรือผลสำเร็จรูปธรรมที่จับต้องได้ มุ่งเน้นคุณค่าทางจิตวิญญาณ แล้วหันมาให้คุณค่ากับสิ่งที่ยั่งยืนกว่า เช่น ความสัมพันธ์ที่เกื้อกูล หรือความสุขทางปัญญา

  1. สติและความสงบ นวัตกรรมแห่งการเยียวยา

การเชื่อมโยงทั้งสองศิลปะเข้าด้วยกันจะนำไปสู่ “นวัตกรรมที่เปี่ยมด้วยความใส่ใจ” (Compassionate Innovation) เห็นความเกี่ยวเนื่อง (อิทัปปัจจยตา) สติทำให้เราเห็นว่าการกระทำเล็ก ๆ ของเราส่งผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ต่อระบบและผู้คน ทำให้เกิดปัญญา เกิดเมตตา และกัลยาณมิตร สะสมความเมตตาเล็ก ๆ แทนที่จะรอความสำเร็จใหญ่โต ให้ฝึกมีสติและชื่นชมเมตตาเล็กๆ ที่เราทำได้ในทุกวัน ซึ่งจะกลายเป็นพลังหล่อเลี้ยงให้เราทำงานบริบาลได้อย่างยั่งยืน

การสร้างสติ และความสงบภายในสามารถทำได้หลากหลายมิติ ตั้งแต่ระดับปัจเจกไปจนถึงระดับองค์กร จากการมีสัมพันธ์เชื่อมโยงในระดับต่าง ๆ ดังนี้

  • Intrapersonal Connection: การตระหนักรู้และเข้าใจตนเอง (Self-awareness) สามารถสื่อสารกับตนเองอย่างเป็นมิตรแม้ในยามยากลำบาก
  • Interpersonal Connection: การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น เห็นความเชื่อมโยงและเกื้อกูลกันในสังคม
  • Transpersonal Connection: การเห็นความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง และการเห็นความหมายของชีวิต

บทสรุป การสร้างนวัตกรรมแห่งความใส่ใจมิใช่เรื่องของการทำโครงการใหญ่โตเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการมีสติเห็น “อิทัปปัจจยตา” หรือความเกี่ยวเนื่องกันของเหตุปัจจัย การเปลี่ยนจากฉันอยากจะบอกเล่า เป็นฉันอยากจะเข้าใจ การเริ่มต้นทำสิ่งเล็ก ๆ ด้วยสติและความเมตตา จะช่วยเปลี่ยนทั้งตัวเรา องค์กร และระบบสุขภาพให้เป็นพื้นที่แห่งการเยียวยาที่แท้จริง

 

ผศ.ดร.ภญ.ดารณี เชี่ยวชาญธนกิจ

ผู้เรียบเรียง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here