ในระบบบริการสุขภาพปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและความคาดหวัง การนำนวัตกรรมด้าน “จิตวิญญาณ” และ “การตระหนักรู้” เข้ามาใช้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างมิติใหม่ของการดูแลที่ยั่งยืน เริ่มต้นจาก Mindfulness & Inner Peace หรือความสงบภายในที่เกิดจากการมีสติ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการบริการ และความสุขของผู้ให้บริการ ดังนี้
- ศิลปะการทำงานให้สำเร็จ (The Art of Getting Things Done) ด้วย “สติ”
ในระบบสุขภาพที่ซับซ้อน การทำงานให้สำเร็จมิใช่เพียงการทำงานตามขั้นตอน หรือการทำตามตัวชี้วัด แต่เป็นการทำงานที่เปี่ยมด้วยความหมายผ่านสติ โดยสติจะมีทั้งสติเกิดขึ้นในระดับบุคคล (Individual Mindfulness) และสติในระดับกลุ่ม (Collective Mindfulness) ซึ่งมาจากการรวมกันของบุคคลนั่นเอง การทำงานให้สำเร็จด้วยสติในมิติต่าง ๆ มีดังนี้
- ให้ความหมายกับความสำเร็จที่แท้จริงในวิชาชีพบริการสุขภาพคือการที่ “ผู้อื่นทุกข์น้อยลงโดยเรามีส่วนร่วมอยู่บ้าง”, หากเราฉลองความสำเร็จขององค์กรในขณะที่ผู้รับบริการยังเป็นทุกข์ นั่นย่อมไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง
- การอดทน เพื่อให้มี empathy เกิดขึ้น จัดเป็นทักษะที่ประกอบด้วยการ “อด” ในสิ่งที่ไม่มี และ “ทน” กับสิ่งที่มีที่ไม่เป็นตามความต้องการ ซึ่งเป็นทักษะที่ฝึกฝนได้
- การเปลี่ยนมุมมอง จากการมองในมุมของผู้ให้บริการ เป็นมองในมุมของการเป็นผู้รับบริการ และการไม่ด่วนสรุปจากสิ่งที่เห็นเพียงด้านเดียว เพราะเมื่อเราเห็น “เหตุปัจจัย” ที่แท้จริง ปัญญาจะเกิดขึ้นและช่วยให้เราจัดการสถานการณ์นั้นจนสำเร็จได้ด้วยเมตตา
- การมีสติในการรับรู้บริบทของการดูแลเพื่อการเยียวยาผู้คน การยอมรับความเปราะบางของชีวิต ความกังวล ความกลัวและความคาดหวังของผู้ป่วย ส่งผลต่อการแสดงออกทางกาย วาจา และใจ
“สิ่งที่เราคิด พูด ทำ ดีหรือชั่ว มากหรือน้อย ส่งผลต่อตัวเราเองและคนอื่นเสมอ”
- ศิลปะการปล่อยวาง (The Art of Letting Go) เพื่อ “ความสงบภายใน”
การทำงานให้สำเร็จต้องควบคู่ไปกับ ศิลปะการปล่อยวาง (The Art of Letting Go) การปล่อยวางในที่นี้มิใช่การทอดทิ้งหน้าที่ แต่คือ การยอมรับว่าชีวิตมีความบกพร่องและไม่สมบูรณ์เป็นปกติ การแสวงหาความสุขจากความสมบูรณ์แบบที่เกินจริง การพยายามควบคุมปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ หรือปล่อยวางความคาดหวังเพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่า การให้อภัยตนเองและผู้อื่น เมื่องานผิดพลาดหรือเผชิญอุปสรรค ให้มองว่าเป็น “โอกาสการเรียนรู้” และสะสมเป็นต้นทุนทางปัญญา มากกว่าการตำหนิตนเอง
การปล่อยวางเพื่อให้ใจมีพื้นที่ว่างสำหรับปัญญาในการจัดการสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้น เป็นการเปิดพื้นที่ให้ปัญญาเกิดขึ้น วางความยึดติดในวัตถุหรือผลสำเร็จรูปธรรมที่จับต้องได้ มุ่งเน้นคุณค่าทางจิตวิญญาณ แล้วหันมาให้คุณค่ากับสิ่งที่ยั่งยืนกว่า เช่น ความสัมพันธ์ที่เกื้อกูล หรือความสุขทางปัญญา
- สติและความสงบ นวัตกรรมแห่งการเยียวยา
การเชื่อมโยงทั้งสองศิลปะเข้าด้วยกันจะนำไปสู่ “นวัตกรรมที่เปี่ยมด้วยความใส่ใจ” (Compassionate Innovation) เห็นความเกี่ยวเนื่อง (อิทัปปัจจยตา) สติทำให้เราเห็นว่าการกระทำเล็ก ๆ ของเราส่งผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ต่อระบบและผู้คน ทำให้เกิดปัญญา เกิดเมตตา และกัลยาณมิตร สะสมความเมตตาเล็ก ๆ แทนที่จะรอความสำเร็จใหญ่โต ให้ฝึกมีสติและชื่นชมเมตตาเล็กๆ ที่เราทำได้ในทุกวัน ซึ่งจะกลายเป็นพลังหล่อเลี้ยงให้เราทำงานบริบาลได้อย่างยั่งยืน
การสร้างสติ และความสงบภายในสามารถทำได้หลากหลายมิติ ตั้งแต่ระดับปัจเจกไปจนถึงระดับองค์กร จากการมีสัมพันธ์เชื่อมโยงในระดับต่าง ๆ ดังนี้
- Intrapersonal Connection: การตระหนักรู้และเข้าใจตนเอง (Self-awareness) สามารถสื่อสารกับตนเองอย่างเป็นมิตรแม้ในยามยากลำบาก
- Interpersonal Connection: การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น เห็นความเชื่อมโยงและเกื้อกูลกันในสังคม
- Transpersonal Connection: การเห็นความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง และการเห็นความหมายของชีวิต

บทสรุป การสร้างนวัตกรรมแห่งความใส่ใจมิใช่เรื่องของการทำโครงการใหญ่โตเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการมีสติเห็น “อิทัปปัจจยตา” หรือความเกี่ยวเนื่องกันของเหตุปัจจัย การเปลี่ยนจากฉันอยากจะบอกเล่า เป็นฉันอยากจะเข้าใจ การเริ่มต้นทำสิ่งเล็ก ๆ ด้วยสติและความเมตตา จะช่วยเปลี่ยนทั้งตัวเรา องค์กร และระบบสุขภาพให้เป็นพื้นที่แห่งการเยียวยาที่แท้จริง
ผศ.ดร.ภญ.ดารณี เชี่ยวชาญธนกิจ
ผู้เรียบเรียง












































