“เมื่อระบบสุขภาพต้องก้าวพ้นวิธีคิดเดิม สู่คุณภาพและความปลอดภัยสำหรับทุกคน”
ในเวทีปาฐกถาพิเศษเรื่อง “Compassionate Healthcare System Policy for Quality and Safety for All: การขับเคลื่อนระบบบริการสุขภาพด้วยความใส่ใจเพื่อคุณภาพและความปลอดภัยสำหรับทุกคน” นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ชวนผู้เข้าร่วมประชุมมองระบบสุขภาพไทยอย่างตรงไปตรงมา ว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่อาจทำงานแบบเดิมได้อีกต่อไป หากยังต้องการรักษาทั้งคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืนของระบบบริการสุขภาพไว้ให้ได้พร้อมกัน

จุดตั้งต้นของการบรรยายครั้งนี้ คือการยอมรับความจริงของ “ภาวะวิกฤต” ที่โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขกำลังเผชิญ โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเงินในไตรมาสแรกของปี 2569 ที่รายจ่ายพุ่งสูงกว่ารายรับ ขณะเดียวกัน ภาระงานของบุคลากรก็เกินขีดจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ ภาพนี้สะท้อนชัดว่า ความท้าทายของระบบไม่ได้มีเพียงเรื่องงบประมาณ แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ต้องการทั้งความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และการเปลี่ยนวิธีคิดร่วมกัน เพราะในท้ายที่สุด ทุกหน่วยบริการต่างอยู่ในเรือลำเดียวกัน
จากโจทย์ดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขจึงวางทิศทางการขับเคลื่อนปี 2569 บนฐานของ 5 เสาหลัก เพื่อสร้างระบบที่ยั่งยืน เสาแรกคือการเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริการสุขภาพเชิงพื้นที่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างคุ้มค่า เสาที่สองคือการสร้างสุขภาพดีทุกช่วงวัย เพื่อให้คนไทยแข็งแรงและลดภาวะพึ่งพิง เสาที่สามมุ่งเพิ่มขีดความสามารถด้านนวัตกรรม โดยเฉพาะดิจิทัลสุขภาพและการแพทย์แม่นยำ เสาที่สี่คือการเพิ่มมูลค่าเชิงเศรษฐกิจสุขภาพ ยกระดับบริการไทยสู่มาตรฐานสากล และเสาสุดท้ายคือการดูแลบุคลากรให้มีขวัญกำลังใจและคุณภาพชีวิตการทำงานที่ดี ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของระบบบริการที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือแนวคิด “One Region One Province One Hospital” ซึ่งเป็นความพยายามปรับระบบบริการเชิงพื้นที่จากการทำงานแบบต่างคนต่างทำ ไปสู่การบริหารศักยภาพร่วมกันในระดับเครือข่าย แนวคิดนี้ไม่มองการส่งต่อเพียงในฐานะการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย แต่เป็นการจัดการทรัพยากรร่วมกัน ทั้งเตียง บุคลากร และบทบาทของโรงพยาบาลแต่ละระดับ โรงพยาบาลบางแห่งทำหน้าที่เป็นศูนย์รับกลับและพักฟื้น บางแห่งเป็นตัวเสริมศักยภาพให้รักษาได้มากขึ้นในพื้นที่ของตนเอง และบางแห่งเป็นศูนย์ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสำหรับผู้ป่วยซับซ้อน วิธีคิดเช่นนี้ช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันก็เพิ่มศักยภาพ และบทบาทของโรงพยาบาลชุมชนให้มีส่วนร่วมในระบบมากขึ้น
เมื่อเชื่อมต่อกับมิติด้านการเงินและการอยู่รอดขององค์กร นโยบายยังชี้ไปที่การยกระดับบริการทางการแพทย์และเพิ่มรายได้อย่างเป็นระบบ โรงพยาบาลศูนย์ถูกผลักดันให้พัฒนาบริการระดับพรีเมียมและกระจายรายได้จากแหล่งอื่นนอกเหนือจากสามกองทุนหลัก ส่วนโรงพยาบาลทั่วไปมีบทบาทสำคัญในการสร้างคลินิกเฉพาะทาง ศูนย์การแพทย์ และศูนย์ Wellness ขณะที่โรงพยาบาลชุมชนได้รับการส่งเสริมให้ขยายขีดความสามารถในการดูแล เช่น เคมีบำบัด ICU โรคหลอดเลือดสมอง และการผ่าตัด เพื่อให้สามารถ “รักษาไว้ได้” มากขึ้น ลดการส่งต่อออกนอกพื้นที่โดยไม่จำเป็น ควบคู่กับการพัฒนาบริการฟื้นฟู การดูแลแบบประคับประคอง และการดูแลต่อเนื่อง ซึ่งล้วนเป็นบริการที่ตอบโจทย์สังคมสูงวัยและภาระโรคในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม การทำให้ระบบสุขภาพเดินหน้าอย่างยั่งยืน ย่อมไม่อาจฝากความหวังไว้กับโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว การบรรยายครั้งนี้จึงให้ความสำคัญอย่างมากกับ Primary Care Transformation หรือการเสริมความเข้มแข็งให้กองหน้าของระบบสุขภาพ โดยมีทั้งแนวคิดเรื่องการตั้ง Primary Care Fund เพื่อแยกงบประมาณปฐมภูมิออกจากงบผู้ป่วยนอก และงานส่งเสริมป้องกันอย่างชัดเจน รวมถึงการปรับระบบจ่ายเงินแบบ Value-based PP (Promotion and Prevention) ที่ให้ความสำคัญกับผลงาน และผลลัพธ์จริง มากกว่าการนับปริมาณกิจกรรมเพียงอย่างเดียว นี่คือสัญญาณสำคัญของการขยับจากระบบที่เน้น “ทำมาก” ไปสู่ระบบที่เน้น “ทำแล้วเกิดคุณค่า”
ในอีกด้านหนึ่ง นโยบายยังมองไปข้างหน้าถึงการสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ระบบสุขภาพไทย ทั้งในเรื่อง Precision Medicine ที่มุ่งสู่การดูแลเฉพาะบุคคล การพัฒนา Digital Health เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลขนาดใหญ่สู่แพลตฟอร์มเดียว และการผลักดัน Health Economy ผ่านสมุนไพรไทย และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ประเด็นเหล่านี้สะท้อนว่า การพัฒนาระบบบริการสุขภาพในอนาคต ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรักษาพยาบาล แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างมูลค่าใหม่ให้ประเทศ
แม้นโยบายทั้งหมดจะดูมุ่งไปที่โครงสร้าง ระบบ และกลไกทางการบริหาร แต่สาระสำคัญของปาฐกถานี้กลับพาเราย้อนกลับมาที่ “คน” อย่างชัดเจน ในช่วงท้ายของการบรรยาย ได้มีการเน้นย้ำว่า Compassionate Care จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากผู้ให้บริการยังขาดขวัญกำลังใจ การสร้างความก้าวหน้าในสายอาชีพอย่างเป็นธรรม การปรับปรุงกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการดูแลสมดุลชีวิตกับการทำงาน และความปลอดภัยในสภาพแวดล้อมการทำงาน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นรากฐานสำคัญของระบบบริการที่ใส่ใจ เพราะเมื่อบุคลากรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม พลังในการดูแลผู้อื่นอย่างมีคุณภาพก็จะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน
บทเรียนสำคัญจากเวทีนี้ คือระบบสุขภาพในวันนี้ไม่สามารถเดินต่อด้วยวิธีคิดและรูปแบบการทำงานเดิมได้อีกต่อไป การดูแลที่มีคุณภาพและความปลอดภัยสำหรับทุกคน จำเป็นต้องอาศัยการปรับระบบทั้งในระดับนโยบาย การบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน การเสริมความเข้มแข็งของบริการปฐมภูมิ การใช้เทคโนโลยีอย่างมีความหมาย และที่สำคัญคือการดูแลบุคลากรผู้ให้บริการควบคู่กันไป เพราะความใส่ใจในระบบสุขภาพจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อถูกออกแบบไว้ทั้งในงานบริการ โครงสร้างระบบ และวัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน
ฐากูร ฐิติเศรษฐ์
เรียบเรียง











































