Life is Miracle

0
1794
Life is Miracle

โดย ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ (เบลล์), ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ (น้องธันย์), ประสาน อิงคนันท์ (บ.บุญมีฤทธิ์ มีเดีย จำกัด)

“คิดบวก ไม่ใช่โลกสวย Life is Miracle”

คุณค่าของชีวิตจะถูกตั้งคำถาม เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เราอาจจะไม่ได้อยู่บนโลกนี้ต่อไป เรียนรู้ความหมายของชีวิตจากประสบการณ์ มุมมองด้านบวก สร้างแรงบันดาลใจในชีวิตที่ทำให้ก้าวข้ามจุดเปลี่ยนอันเปราะบางของการมีชีวิตอยู่

เมื่อปี 2554 ด.ญ.ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ หรือน้องธันย์ นักเรียนชั้น ม.2 เดินทางไปเรียนภาษาอังกฤษ ที่ประเทศสิงคโปร์ แต่ต้องประสบอุบัติเหตุรถไฟฟ้าทับขาทั้งสองข้างจนต้องถูกตัดขา และต้องใส่ขาเทียม แต่น้องธันย์มีมองมุมในเชิงบวกกับการใช้ชีวิต โดยช่วงเวลาหลังเกิดอุบัติเหตุ มองภาพว่าอยากมีชีวิตแบบใด คิดไปข้างหน้าว่าเป้าหมายชีวิตยังคงเดิม คือการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในแบบของตัวเอง กำหนดให้คนเห็นว่า ภาพของเรามีความสุข จึงทำให้ใช้ชีวิตหลังกระแสได้ง่ายขึ้น เหมือนเป็นการจุดเชื้อเพลงดีๆ ไว้ ทำให้มีคนดีๆ คนคิดบวก เข้ามาในชีวิต

การเกิดอุบัติเหตุเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ การมองชีวิตโดยใช้มุมมองบนสิ่งที่มีอยู่ ไม่มองสิ่งที่ขาดหายไป “เห็นข้อดี ในข้อไม่ดี” ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขบน wheelchair “เปลี่ยนเหตุการณ์ที่มีอยู่ ให้เป็นเหตุการณ์ในอนาคตที่ดีได้” คิดว่าเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้กับตัวเอง เป็นโอกาสได้ทำสิ่งที่แปลกใหม่มากขึ้น โดยโอกาสนั้นเกิดขึ้นจากตัวเรา เป็นโอกาสที่ดีในการเผชิญกับอีกโลกหนึ่ง คิดว่าเราไม่ได้ใช้ขาอย่างเดียวในการใช้ชีวิต เรายังใช้สมอง ใช้มือ ใช้สิ่งต่างๆ ที่มีอยู่เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่นได้ ทำให้ได้เห็นคุณค่าของตัวเองมากขึ้น “เป็นการสร้างชีวิตใหม่ให้กับตัวเอง” เปลี่ยนทัศนคติของตัวเอง ในแต่ละวัน ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ชีวิตเราดียังไง? เราเดินไม่ได้ เมื่อเดินแล้วเจ็บ เจ็บแล้วดียังไง สิ่งนั้นสอนอะไรให้กับเราบ้าง

การคิดบวกนั้น เราฝึกกันได้ เมื่อฝึกคิดบวกไปเรื่อยๆ ต่อไปก็จะคิดบวกโดยอัตโนมัติ มองหาจุดเปลี่ยนของชีวิตว่าอยากเป็นอะไรในอนาคต จะทำให้สามารถก้าวข้ามผ่านช่วงเวลานั้นมาได้

ชีวิตเหมือนวงกลม โดย “เริ่มจากตัวเอง ใช้สิ่งที่มีอยู่สร้างความสุข” แล้ว “ลงมือทำ” เพื่อทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น เมื่อมี mindset เชิงบวก ก็กลับไป “ใช้ชีวิตในสังคมเป็นปกติ” ได้สังเกต mindset ของตัวเองที่เปลี่ยนไป มีทัศนคติด้านบวกกับขาเทียม และเมื่อออกไปใช้ชีวิต “สังคมจะสร้าง mindset แบบบวก” ให้กับตัวเราเพิ่มขึ้น “เจอกับมิตรภาพแบบบวก” มองทุกสิ่งเป็นบวก

ปัจจุบัน น้องธันย์ กำลังศึกษาที่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ความสามารถและพลังใจของน้องธันย์ที่ยิ่งใหญ่ จึงได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ “ผู้สำรวจความสุขคนไข้” ได้รับโอกาสให้เป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจจากชีวิตจริง

คุณเบลล่า น.ส.ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ ในวัย 26 ปี ในขณะกำลังเรียนปริญญาโทปีสุดท้ายที่ประเทศอังกฤษ กลับมีอาการป่วยจึงเดินทางกลับไทย ด้วยคาดหวังว่าจะมารักษาตัวเพียงชั่วคราว แต่กลับพบคำตอบว่าตนเองป่วยด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และคาดว่าจะมีเวลาเหลือเพียง 6 เดือน เธอกลับมารักษาตัว โดยได้รับยาเคมีบำบัด ฉายแสง ผ่าตัดใหญ่ ผ่าตัดเล็ก นับครั้งไม่ถ้วน

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อรู้ว่า ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ก่อนหน้านี้ใช้ชีวิตสุดเหวี่ยง ชีวิตต้องเป๊ะ แต่ไม่สนใจดูแลสุขภาพ เพราะไม่คิดว่าจะป่วย แต่เมื่อรู้ว่าตัวเองป่วย ช่วงแรกก็ยังคิดว่าต้องทำภารกิจให้เสร็จก่อนให้ยาเคมีบำบัด ปิดข่าวไว้ ไม่บอกใคร เพราะที่บ้านรับไม่ได้ ไม่อยากให้ใครรู้ แต่พอตั้งสติได้ ก็คิดว่า “เป็นเราน่ะดีแล้ว เพราะถูกเลือกมาแล้วว่า เป็นเราที่จะสามารถผ่านพ้นไปได้”

หลังจากให้ยาเคมีบำบัด ฉายแสง ผ่าตัด แต่พบว่ามีก้อนที่หัวใจห้องล่างขวา ผลชิ้นเนื้อออกมาว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่หัวใจห้องล่างขวา หวังว่าจะเก็บ stem cell เพื่อรักษาแล้วจะหาย ก็เก็บไม่ได้ ตอนนั้นรู้สึกเจ็บมากที่สุด เหมือนไม่มีความหวัง เป็นความหวังเดียวที่คิดว่าจะหาย แต่ไม่หาย ตรงนี้คือจุดเปลี่ยน เป็นการเปลี่ยนทัศนคติของตัวเอง เปลี่ยนวิธีคิดใหม่  เปลี่ยนโรงพยาบาลเป็นออฟฟิศ เปลี่ยนห้องพักคนไข้เป็นสวนสนุก เปลี่ยนมื้ออาหารเป็น party เราต้องเปลี่ยนวิธีคิด ว่าเป็นโจทย์ของชีวิตที่ต้องเจอ อยากมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่น

“ถ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง อย่างน้อยก็ควรมีชีวิตอยู่เพื่อคนที่เรารัก”

และเมื่อยอมศิโรราบให้กับมะเร็ง เปลี่ยนวิธีคิดว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่อสู้กับมะเร็ง แต่มีชีวิตอยู่เพื่อใช้ชีวิตอย่างมีความสุข “ยอมรับกับความเป็นจริงในขณะนั้นอย่างจริงจัง และหาทางออกกับมัน ก็จะสามารถผ่านมันไปได้”

“ส่วนที่ยากที่สุดส่วนหนึ่งของชีวิต คือ การตัดสินว่าจะยอมแพ้หรือพยายามให้มากขึ้น”

10 ข้อคิดในการใช้ชีวิตกับมะเร็งอย่างเป็นสุข

  1. ยอมรับความจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว
  2. มีสติรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง
  3. ไม่เปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น
  4. อยู่กับปัจจุบัน ไม่กังวลถึงอนาคตหรืออดีตที่แก้ไขไม่ได้แล้ว
  5. มองโลกตามความเป็นจริง มีความสุขอยู่กับสิ่งรอบตัว
  6. ให้รางวัลกับตัวเองเล็กๆ น้อยๆ เมื่อมีโอกาส
  7. มีความหวัง ความเชื่อมั่น หมั่นสร้างกำลังใจให้ตัวเองอยู่เสมอ
  8. ตั้งเป้าหมายและความฝันในชีวิตใหม่
  9. ใช้ชีวิตตามปกติ
  10. แบ่งปันเรื่องราวเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น

การต่อสู้และพลังความรักจากคนรอบข้างทำให้ค้นพบความสุขในชีวิตที่เรียบง่ายและใกล้ตัวมากยิ่งขึ้น นั่นคือ

“การกลับมาทำชีวิตให้ปกติ รู้เท่าทัน ยอมรับ รู้ตัวเองบ่อยๆ และสร้างสมดุลจากภายใน”

“เป้าหมายในชีวิต คือเรียนรู้และเติบโต จากโลกภายในของตัวเองและโลกภายนอก”

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here