From Patient Care to Carbon Care

0
28

“เมื่อการดูแลผู้ป่วย ต้องขยายความหมายไปสู่การดูแลโลก”

ในอดีต เมื่อกล่าวถึงบทบาทของโรงพยาบาล เรามักนึกถึงสถานที่สำหรับการรักษาเยียวยา การฟื้นฟูสุขภาพ และการดูแลชีวิตของผู้คนในยามเปราะบาง แต่ในโลกปัจจุบัน ความหมายของ “การดูแล” กำลังขยายกว้างออกไปกว่านั้นอย่างชัดเจน เพราะวิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม หากกำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อสุขภาพของประชาชน และย้อนกลับมากระทบต่อระบบบริการสุขภาพโดยตรง

ใน session “From Patient Care to Carbon Care: Carbon Footprint of Healthcare and Thailand’s Net Zero 2050” รศ.ดร. รัตนาวรรณ มั่งคั่ง ผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกลยุทธ์ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้ชวนผู้เข้าร่วมประชุมมองบทบาทของภาคสาธารณสุขในมิติใหม่ ว่าโรงพยาบาลและระบบสุขภาพในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียง “ผู้รับผลกระทบ” จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยเช่นกัน ดังนั้น การขยับจาก Patient Care ไปสู่ Carbon Care จึงไม่ใช่เรื่องทางเลือก แต่เป็นโจทย์สำคัญของการพัฒนาระบบสุขภาพอย่างยั่งยืน

 

การบรรยายเริ่มจากการวางบริบทให้เห็นว่า ประเทศไทยยังอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว น้ำท่วม ภัยแล้ง และความผันผวนที่รุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ เมื่อประกอบกับแนวโน้มอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้น และความเสี่ยงที่โลกอาจเข้าใกล้หรือทะลุขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียส ก็ยิ่งทำให้เห็นชัดว่า ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป หากเป็นความเปลี่ยนแปลงที่กำลังกระทบต่อชีวิต เศรษฐกิจ สังคม และระบบสุขภาพในปัจจุบัน

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ วิทยากรไม่ได้หยุดเพียงการอธิบายปัญหาในระดับโลกหรือระดับนโยบาย แต่เชื่อมโยงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า climate change ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร ทั้งในรูปของการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากภัยพิบัติ โรคจากความร้อน โรคทางเดินหายใจ โรคจากน้ำและอาหาร โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ไปจนถึงโรคที่มียุงและแมลงเป็นพาหะ นอกจากนี้ยังมีผลต่อระบบสุขภาพโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ความพร้อมของบุคลากร ระบบพลังงาน ระบบน้ำ และความสามารถของสถานพยาบาลในการรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ซับซ้อนมากขึ้น

 

ในบริบทของประเทศไทย ประเด็นนี้ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อพบว่าบางพื้นที่ เช่น กรุงเทพมหานครและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กำลังเผชิญความเสี่ยงทางสุขภาพจาก climate change สูง ทั้งจากความร้อน น้ำท่วม ภัยแล้ง และการเปลี่ยนแปลงของโรคในชุมชน ภาวะโลกร้อนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อมภายนอก แต่กลายเป็นปัจจัยที่กำลังกำหนดภาระโรค ภาระงบประมาณ และภาระการทำงานของระบบสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

เมื่อวางภาพของผลกระทบได้ชัดเจนแล้ว การบรรยายจึงขยับไปสู่คำถามสำคัญอีกข้อหนึ่ง นั่นคือ ในขณะที่ภาคสาธารณสุขกำลังรับมือกับผลกระทบเหล่านี้ ระบบสุขภาพเองกำลังสร้างผลกระทบต่อโลกมากน้อยเพียงใด คำตอบที่วิทยากรหยิบยกขึ้นมาทำให้หลายคนต้องหันกลับมาทบทวน เพราะข้อมูลระดับโลกชี้ว่า ภาคสุขภาพมีส่วนต่อการปล่อยคาร์บอนประมาณร้อยละ 5 ของทั้งโลก และในบางประเทศอาจสูงได้ถึงร้อยละ 8 ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างการปล่อยส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากเรื่องที่มองเห็นง่ายอย่างการใช้ไฟฟ้าภายในอาคารเท่านั้น แต่กว่าร้อยละ 70 มาจากการปล่อยทางอ้อมจากห่วงโซ่อุปทาน

 

ประเด็นนี้นำไปสู่ข้อค้นพบสำคัญว่า กิจกรรมทางคลินิก คือหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญมากของโรงพยาบาล ตั้งแต่การผลิตยา เวชภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียว ห้องผ่าตัด ก๊าซดมยาสลบ การตรวจวินิจฉัย การใช้เครื่องมือแพทย์ ไปจนถึงการกำจัดของเสียทางการแพทย์ นี่คือจุดที่ทำให้การบรรยายครั้งนี้โดดเด่น เพราะไม่ได้มองเรื่องคาร์บอนเป็นประเด็นแยกขาดจากงานบริการ หากชี้ให้เห็นว่า “คุณภาพการรักษา” และ “ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” จำเป็นต้องถูกคิดร่วมกันตั้งแต่ระดับการออกแบบบริการ

 

ในอีกมิติหนึ่ง วิทยากรได้เชื่อมโยงประเด็นนี้เข้ากับทิศทางระดับประเทศ ทั้งแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของไทย กรอบ NDC (Nationally Determined Contributions) และเป้าหมายสู่ Carbon Neutrality และ Net Zero (สมดุลคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยเท่ากับที่ดูดกลับคืนได้) เพื่อย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงกระแสสากล แต่กำลังกลายเป็นกรอบสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องเตรียมตัว โดยเฉพาะภาคสาธารณสุขซึ่งมีทั้งบทบาทเชิงนโยบาย เชิงบริการ และเชิงสังคมอยู่พร้อมกัน การปรับตัวของโรงพยาบาลจึงไม่ได้มีความหมายแค่การลดต้นทุนหรือสร้างภาพลักษณ์สีเขียว แต่คือการเตรียมความพร้อมขององค์กรให้สอดคล้องกับอนาคตของระบบสุขภาพ

 

อีกช่วงหนึ่งของการบรรยายที่มีพลังอย่างมาก คือการยกตัวอย่างความเคลื่อนไหวระดับโลกผ่านเครือข่าย Health Care Without Harm และแนวทาง Race to Zero ซึ่งสะท้อนว่า สถานพยาบาลทั่วโลกกำลังถูกเชื้อเชิญให้ก้าวจากความตระหนักรู้ ไปสู่การประกาศเจตนารมณ์ วางแผน ลงมือทำ รายงานผล และสร้างอิทธิพลเชิงบวกในวงกว้าง แนวคิดนี้ทำให้เห็นว่า Net Zero สำหรับโรงพยาบาลไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม หากเป็นเส้นทางที่เริ่มต้นได้จากการตั้งคำถามที่ถูกต้อง การเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ และการมีผู้นำที่มองเห็นภาพระยะยาว

 

สิ่งที่วิทยากรเน้นอย่างชัดเจนคือ Net Zero ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายสิ่งแวดล้อมเพียงฝ่ายเดียว และไม่ใช่เพียงการติดตั้ง solar rooftop หรือการเปลี่ยนอุปกรณ์บางรายการ แต่คือการเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานของทั้งองค์กร ผู้บริหารต้องมองเรื่องนี้ในฐานะยุทธศาสตร์ของโรงพยาบาล ต้องกำหนดนโยบายที่ชัดเจน เปิดทางให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และบูรณาการเป้าหมายด้านคาร์บอนเข้ากับคุณภาพการรักษา ความปลอดภัยผู้ป่วย และการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน

 

ขณะเดียวกัน บุคลากรทุกกลุ่มในโรงพยาบาลต่างมีบทบาทในเรื่องนี้อย่างมีความหมาย โดย แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ มีบทบาทในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการดูแลผู้ป่วย รวมทั้งฝ่ายสนับสนุนผู้ป่วย อันเป็นจุดเชื่อมระหว่างคุณภาพบริการกับสิ่งแวดล้อม ฝ่ายอาคารสถานที่ พลังงาน และวิศวกรรม ก็เป็นกำลังสำคัญในการเก็บข้อมูล ประเมิน และติดตามผล ไปจนถึงฝ่ายจัดซื้อที่สามารถขับเคลื่อนการเลือกใช้สินค้า และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ฝ่ายบริหาร และคุณภาพมีหน้าที่สำคัญในการทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงโครงการชั่วคราว แต่กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร

 

ในแง่นี้ ประโยคที่ว่า “Carbon Care และ Net Zero ไม่ใช่แค่เรื่องของ Solar Rooftop” จึงเป็นมากกว่าคำสรุปสั้นๆ หากเป็นสาระสำคัญของทั้ง session เพราะได้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า การดูแลที่มีคุณภาพในอนาคต จะต้องเป็นการดูแลที่ลดคาร์บอนลงได้ โดยไม่ลดทอนคุณภาพของการรักษา กล่าวอีกนัยหนึ่ง โรงพยาบาลแห่งอนาคตอาจไม่ได้ถูกวัดเพียงจากความสามารถในการรักษาโรค แต่ยังถูกมองผ่านความสามารถในการออกแบบบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และรับผิดชอบต่อโลกในเวลาเดียวกัน

 

วิทยากรได้ทิ้งข้อชวนคิดสำคัญไว้กับผู้เข้าร่วมประชุมว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ Low-Carbon, High-Quality Care ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการขนาดใหญ่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากการตั้ง Carbon Footprint Team ภายในองค์กร การทำความเข้าใจแหล่งปล่อยก๊าซของตนเอง และการวาง Net Zero Hospital Roadmap อย่างเป็นขั้นตอน 

 

ภาคสาธารณสุขต้องยอมรับบทบาทในฐานะผู้มีส่วนร่วมต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนั้นการพัฒนาคุณภาพบริการในอนาคตจึงต้องขยับจากการดูแลผู้ป่วยเพียงอย่างเดียว ไปสู่การออกแบบระบบบริการที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน ทั้งนี้ Net Zero ของโรงพยาบาลจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากยังถูกมองเป็นภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เพราะแท้จริงแล้วนี่คือโจทย์ร่วมของผู้นำองค์กร บุคลากรทุกวิชาชีพ และวัฒนธรรมการทำงานทั้งระบบ เพราะการดูแลผู้ป่วยอย่างแท้จริงอาจไม่ได้จบลงที่เตียงรักษา แต่หมายรวมถึงการดูแลโลกที่ผู้ป่วยคนนั้นกำลังมีชีวิตอยู่ด้วยเช่นกัน

 

ฐากูร ฐิติเศรษฐ์

ผู้เรียบเรียง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here