Quality Moves Forward: ก้าวต่อไปของคุณภาพกับมาตรฐาน HA ฉบับที่ 6

0
26

ในวันที่โลกของบริการสุขภาพหมุนไปอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ประเทศไทยเรากำลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเป็น “ประเทศแรกในโลก” ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลจาก ISQua EEA ภายใต้เกณฑ์ฉบับใหม่ล่าสุด การเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐาน HA ฉบับที่ 6 จึงไม่ใช่เพียงการปรับเปลี่ยนเล่มมาตรฐาน หรือการเพิ่มภาระเอกสาร แต่คือการก้าวสู่ยุค “Intelligence Healthcare Accreditation” ที่เปลี่ยนจากการตรวจสอบ (Inspection) มาเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมพลัง (Educational Process) โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือความปลอดภัยอย่างยั่งยืนของทั้งผู้ป่วย บุคลากร และประชาชน (3P Safety) มี 4 ประเด็นสำคัญที่ช่วยให้เรา “ก้าวไปข้างหน้า” เพื่อออกแบบระบบบริการสุขภาพที่ทันสมัย และมีคุณค่าร่วมกัน

1. ความเป็นสากลของ HA: ความภาคภูมิใจในมาตรฐานไทยระดับโลก

มาตรฐาน HA ฉบับที่ 6 ผ่านการรับรองมาตรฐานสากลจาก ISQua EEA (International Society for Quality in Health Care External Evaluation Association) ด้วยวิธีคิด  accreditation as an educational process จากการเรียนรู้ และเสริมพลัง อ้างอิงหลักฐานทางวิชาการ (Evidence-based practice) มากกว่าการจับผิด ตามกรอบแนวคิด 3C-PDSA/DALI (Core Values – Context – Criteria / Plan-Do-Study-Act / Design-Action-Learning-Improve) โดยเปรียบเทียบกับมาตรฐานสากลไม่ว่าจะเป็น JCI(USA), AACI(USA) และ JQ(Japan) 

2. ภาพรวมการเปลี่ยนแปลงสำคัญ: ทันสมัย ยั่งยืน และใส่ใจคนทำงาน

ในฉบับที่ 6 นี้ มีการเพิ่ม และปรับปรุงเนื้อหาเพื่อให้เท่าทันโลกปัจจุบัน ดังนี้:

  • Digital Care & AI (บทที่ II-10): เพิ่มบทใหม่ว่าด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI ในการดูแลผู้ป่วย เช่น Telemedicine เพื่อรองรับการแพทย์ยุคใหม่
  • Sustainable Care: บูรณาการแนวคิดความยั่งยืน (ESG: Environmental, Social, Governance) เข้าไปในบทการนำ (I-1.2) เพื่อให้องค์กรคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
  • Workforce Support: เน้นการดูแลสวัสดิภาพ และความปลอดภัยของบุคลากร (ในบท I-5) เพื่อป้องกันภาวะหมดไฟ และสร้างความสุขในการทำงาน
  • 3P Safety & SHA: มุ่งเน้นความปลอดภัยของทั้งผู้ป่วย (Patient), บุคลากร (Personnel) และประชาชน (People) พร้อมบูรณาการมิติจิตวิญญาณ (SHA) และอัตลักษณ์ไทยเข้าในทุกกระบวนการดูแล

3. ระบบการประเมินใหม่: เน้นภาพรวม ลดภาระ และอัจฉริยะขึ้น

เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ทำงานง่ายขึ้น สรพ. ได้ปรับเปลี่ยนระบบประเมินดังนี้:

  • Scoring Guideline แบบใหม่: ยกเลิกการให้คะแนนแบบมีจุดทศนิยม (เช่น 2.5) โดยจะให้เป็นเลขเต็ม 1.0, 2.0 ไปจนถึง 5.0 เพื่อลดความสับสนในการตีความ
  • เน้น Overall Requirements: การประเมินเพื่อคะแนนระดับ 3 จะพิจารณาจาก “ข้อกำหนดในภาพรวม” ของแต่ละบทเป็นหลัก หากทำได้ตามเป้าหมาย และมีการวัดผลที่ชัดเจนก็สามารถได้ระดับ 3 ได้ทันที

  • Intelligence Healthcare Accreditation: เปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลด้วย Smart Survey Application และ Smart SAR ซึ่งจะช่วยลดภาระงานด้านเอกสารและทำให้ข้อมูลการประเมินเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
  • เน้นผลลัพธ์ (Outcome-Focused): ในระดับคะแนน 4 และ 5 จะมุ่งเน้นการวัดผลลัพธ์การดูแลสุขภาพ ที่สะท้อนถึงคุณภาพ และความปลอดภัยที่ผู้ป่วยจะได้รับจริง

4. ประเด็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของระเบียบ สรพ. พ.ศ. 2569

  • Stepwise Recognition: ยังคงระดับการรับรองเป็นขั้น ตั้งแต่ขั้นพัฒนา (Step 1-2) จนถึงขั้นมาตรฐาน (3-4 ปี) และขั้นก้าวหน้า (Advanced HA 4-5 ปี)
  • Withholding Accreditation (การชะลอการรับรอง): ในฉบับใหม่จะ ไม่มีการ “ติด Focus” แบบเดิม หากพบประเด็นที่ต้องแก้ไข โรงพยาบาลจะมีเวลา 1 เดือนในการจัดทำ “แผนบริหารความเสี่ยง” เสนอผู้เยี่ยมสำรวจ
  • หลังจากนั้น เมื่อผู้เยี่ยมสำรวจยอมรับแผน ฯ โรงพยาบาลจะมีเวลาปรับปรุง และรับการเยี่ยมติดตามภายใน 6 เดือน โดยในช่วงเวลานี้ สถานะการรับรองเดิมจะยังคงอยู่ เพื่อคุ้มครองสิทธิต่างๆ ของโรงพยาบาล (เช่น การเบิกจ่ายงบประมาณ)
  • โครงการ Sandbox: เปิดโอกาสให้สถานพยาบาลที่พร้อม ทดลองใช้มาตรฐานฉบับที่ 6 และระบบ Smart Survey ได้ล่วงหน้าในช่วงเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2569 ก่อนประกาศใช้จริง

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือ การใช้มาตรฐาน ฯ เป็นเครื่องมือในการ “ออกแบบระบบ” ให้ดีขึ้น เพื่อให้คนทำงานปลอดภัย และผู้ป่วยได้รับบริการที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน เพราะ “คุณภาพ” ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่คือการเดินทางที่ต้องก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง

ภก.ไตรสิทธิ์ ภูวเตชะหิรัณย์

ผู้เรียบเรียง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here