Visionary System Leaders Talks นโยบายสุขภาพไทยยุคใหม่: บูรณาการนวัตกรรมที่ทันสมัยกับความใส่ใจความเป็นมนุษย์

0
55

 

ในขณะที่โลกกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด การมี AI ในทุกที่ ระบบสุขภาพไทยกำลังเผชิญกับความท้าทาย บทความนี้จะนำเสนอมุมมองจากผู้นำองค์กรด้านสุขภาพ ทั้ง 6 ท่าน ต่อการกำหนดทิศทาง นโยบายสุขภาพที่เน้นความทันสมัยควบคู่ไปกับความใส่ใจในความเป็นมนุษย์

 

จากหลักฐานสู่ผลกระทบ: นวัตกรรมระบบสุขภาพผ่านการวิจัยคุณภาพและความปลอดภัย

สังคมก้าวเข้าสู่ Global Megatrends อย่างรวดเร็ว ได้แก่ demographic shift (สังคมผู้สูงอายุ, อัตราการเกิดลดลง  มีการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ), Sustainability & Climate change (Net Zero & Decarbonization, พลังงานหมุนเวียน, ESG), Urbanization & Smart Living (การขยายตัวของเมือง การขนส่งสะอาด), Geopolitical Shift (การแข่งขันของประเทศมหาอำนาจ, ความมั่นคงทางพลังงาน และอาหาร), Health & Biotech Revolution (Telemedicine, Personalized medicine, medical innovation) และ Digital transformation (AI, Automation, Big data, platform economy, cybersecurity)  ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพต้องอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based) ตัวอย่างการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการขับเคลื่อนนโยบาย เช่น  การใช้ข้อมูลภาระโรค (Burden of Disease) เพื่อระบุปัญหาที่แท้จริง จะนำมาใช้ในการพัฒนาระบบสุขภาพ ที่แก้ไขปัญหาได้จริง แทนการรายงานถึงอัตราการเกิด การตายหรือการเจ็บป่วยเท่านั้น การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการสูญเสียสุขภาพของคนไทย ทำให้ทราบข้อมูลว่าปัจจุบันคนไทยเผชิญกับโรค NCDs เป็นหลัก การสำรวจข้อมูลสุขภาพประชาชนชาวไทยโดยการตรวจร่างกาย  นวัตกรรมในอนาคตจึงต้องคำนึงถึงหลัก ESG (Environmental, Social, Governance) เช่น การบริหารจัดการโรงพยาบาลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการ และธรรมาภิบาลในการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด

 

นวัตกรรมการเงินการคลังสุขภาพด้วยความใส่ใจ เพื่อระบบที่เข้มแข็ง  และยั่งยืน

การบริหารเงินงบประมาณต้องมาพร้อมกับความเห็นอกเห็นใจ (Compassion) โดยใช้หลักการ “SAFE” (Sustainability, Adequacy, Fairness, Efficiency) ระบบในอนาคตจะมุ่งเน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบปฐมภูมิ สนับสนุนให้ชุมชนเข้มแข็ง ประชาชนดูแลตนเองได้ เช่น การใช้ชุดตรวจด้วยตนเองหรือการมอนิเตอร์ระดับน้ำตาล, ร่วมพัฒนาระบบบริการสุขภาพ ปฏิรูประบบสุขภาพในเมืองใหญ่ สนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผล พัฒนาหน่วยนวัตกรรม, telemedicine การนำ AI มาใช้ลดข้อจำกัดต่าง ๆ ในระบบ, เพิ่มประสิทธิภาพ ลดรายจ่ายในระบบหลักประกันสุขภาพ ยกเลิกการจ่ายบริการที่มีคุณค่าต่ำ เพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่าย เช่น DRG, การเจรจาต่อรองราคาเพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม เพื่อให้กองทุนสามารถรองรับสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ ได้อย่างยั่งยืน และร่วมสร้างเศรษฐกิจ/รายได้จากระบบหลักประกันสุขภาพ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การสนับสนุนอุตสาหกรรมยา หรือ สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นต้น

หลักสำคัญเพื่อการขับเคลื่อนระบบสู่ความสำเร็จ ได้แก่ การสร้างความไว้วางใจ และความเข้าอกเข้าใจต่อหน่วยบริการและประชาชน. การเพิ่มการสื่อสารเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพ สร้างความเข้าใจในเหตุผลความจำเป็นของการเปลี่ยนแปลง, เน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ ให้ความสำคัญกับการจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพตั้งแต่ต้นทางก่อนจะกลายเป็นการรักษา

 

ร่วมสร้างอนาคตด้านสุขภาพ: นวัตกรรมเชิงนโยบายผ่านการมีส่วนร่วมทางสังคม

นวัตกรรมเชิงนโยบายที่เปี่ยมด้วยความใส่ใจต้องเกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วม (Social Participation) เครื่องมือสำคัญคือ “ธรรมนูญสุขภาพ” ที่ใช้สร้างข้อตกลงร่วมกันในการดูแลคนในสังคม ที่ให้ทุกหน่วยงานนำไปปรับใช้ได้ รวมถึงการผลักดันเรื่อง Living Will หรือสิทธิการตายดี ตาม พรบ.สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12 สิทธิการรักษาศักดิ์ศรี เพื่อให้มนุษย์คงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีในระยะสุดท้ายของชีวิต การมีสิทธิในการตัดสินใจ สิทธิการดูแลด้านร่างกาย สิทธิการดูแลด้านจิตใจ และ สิทธิการสนับสนุนทางสังคม การพัฒนาระบบสารสนเทศ ระบบ e-Living Will

การมีส่วนร่วมไม่ได้จำกัดแค่ระดับชาติ แต่ต้องหยั่งรากลึกถึงระดับครอบครัวและองค์กรเพื่อสร้างสุขภาวะทางปัญญา

 

เมตตาตนเองเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ (Compassionate Yourself for Health Promotion)

นิยามใหม่ของ Health Care คือการดูแลให้ผู้คนสามารถดูแลตัวเองได้ การเมตตาตนเองคือรากฐานของการสร้างเสริมสุขภาพ โดยต้องเท่าทัน ปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพ (CDoH) เช่น โฆษณาอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพในโซเชียลมีเดีย ระบบสุขภาพต้องใช้พลังชุมชนและข้อมูลในระดับพื้นที่มาขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างยั่งยืน  การสร้างเสริมสุขภาพ เป็นเรื่องสำคัญ การรับรู้ข้อมูลปัจจัยเสี่ยงของบุคคลหรือของชุมชน จะนำมาสู่การขับเคลื่อนด้านสุขภาพได้

“บุคคลจะมีอายุยืนยาวได้ ต้องอยู่ระบบสุขภาพที่ยั่งยืน” โดยมี สุขภาวะทางจิตวิญญาณ (Spiritual Health) เป็นหัวใจสำคัญในการเอาชนะกิเลสและสร้างความสุขที่แท้จริง

“Care อย่างดี เพื่อให้เค้าดูแลตัวเองได้” ด้วยการใช้ health promotion

 

นวัตกรรมการแพทย์ฉุกเฉินที่ใส่ใจเพื่อการดูแลที่ปลอดภัย และใส่ใจทุกชีวิต

ในภาวะฉุกเฉิน ความใส่ใจคือการทำให้ระบบมีความปลอดภัยและเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม (EMS for All) จากข้อมูลสถานการณ์พบผู้เสียชีวิตนอกโรงพยาบาลสูงถึง 73% และประชาชนส่วนใหญ่ขาดทักษะการช่วยชีวิตหรือ CPR นวัตกรรมอย่างระบบ และเทคโนโลยี AML (Advance Mobile Location) ที่ช่วยระบุพิกัดผู้ป่วยได้อย่างแม่นยำภายในไม่กี่วินาที จะช่วยลดระยะเวลาการรอคอยและรักษาชีวิตคนได้มากขึ้น การใช้ Telemedicine ที่ลดปัญหาการเข้าถึงแพทย์, การมี Sky doctor ที่ลดระยะเวลาการเดินทาง และการฝึกให้ทุกคนเป็น first responder เช่น อาสาฉุกเฉินในชุมชน จะช่วยรักษาชีวิตของคนในชุมชนได้ก่อนทีมแพทย์ฉุกเฉินจะมาถึง การแพทย์ฉุกเฉินถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐต้องลงทุนเพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้กับประชาชนทุกคน

นวัตกรรมแห่งความใส่ใจ: การร่วมสร้างสรรค์ระบบสุขภาพเพื่อคุณภาพและความปลอดภัย      

ความแตกต่างระหว่างนวัตกรรมทั่วไปกับ Compassionate  Innovation คือการไม่เพียงมองหาประสิทธิภาพ แต่ต้องมองเห็น “ศักดิ์ศรีของชีวิต” ระบบต้องรู้ว่าผู้รับบริการต้องการอะไรและทำไปเพื่ออะไร (Purpose) เช่น การพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล (HA) ที่มุ่งเน้นทั้งผลลัพธ์การรักษาและความคุ้มค่า การออกแบบโดยใช้หลักคิด 5 ประการ คือ 1) การออกแบบโดยยึดตามความต้องการของผู้ป่วย 2) การผสานเทคโนโลยีกับหัวใจความเป็นมนุษย์ 3) การสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงสำหรับทุกคน 4) การยืดหยุ่นและตอบสนองต่อวิกฤตในอนาคต และ 5) การเสริมพลังทีมสาธารณสุขให้ดูแลด้วยหัวใจ ความใส่ใจจะเกิดขึ้นได้เมื่อเรามองทุกคนเป็นมนุษย์ และร่วมกันสร้างระบบที่ปลอดภัยสำหรับทั้งผู้ป่วย และบุคลากร

บทสรุป นโยบายสุขภาพไทยยุคใหม่มุ่งสู่การเป็น “Compassionate Innovation” ที่ผสานความล้ำหน้าของนวัตกรรมดิจิทัลและ AI เข้ากับหัวใจความเป็นมนุษย์ โดยขับเคลื่อนด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ และการบริหารงบประมาณที่คุ้มค่าภายใต้หลัก SAFE เพื่อสร้างระบบที่ยั่งยืนและปลอดภัยสำหรับทุกคน เน้นการเสริมพลังให้ประชาชนดูแลตนเองได้ (Health Promotion) ควบคู่ไปกับการผลักดันสิทธิการตายดี และการมีส่วนร่วมของสังคมเพื่อรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในทุกช่วงวัย ขณะเดียวกันยังยกระดับระบบการแพทย์ฉุกเฉินและบริการในโรงพยาบาลให้แม่นยำรวดเร็ว โดยยึดความต้องการของผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางเพื่อสร้างอนาคตของการดูแล (Shaping the Future of Care) ที่ทั้งทันสมัย และอบอุ่นใจอย่างแท้จริง

 

ผศ.ดร.ภญ.ดารณี เชี่ยวชาญธนกิจ

ผู้เรียบเรียง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here